ทันข่าว ทันเหตุการณ์ ทันกฏหมาย
วันที่: 23 มิถุนายน 2569 เวลา 18:13:59

เข้าสู่ระบบ

HR's NEWS by worapong.net หน้าหลัก
ข่าวสารต่างๆ
บริการ
เกี่ยวกับเรา
ติดต่อเรา
" ทันข่าว ทันเหตุการณ์ ทันกฏหมาย "
- วรพงษ์ รวิรัฐ -

Visited +680 Times 10/03/2026 04:03:29

: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906 - 2907/2563 (นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องตามกำหนดเวลาให้ลูกจ้างอาจได้รับโทษทางอาญาและกรรมการบริษัทก็อาจติดคุกด้วย)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2906 - 2907/2563			
นาย  พ.  กับพวก		โจทก์
บริษัท  อ.  กับพวก	        จำเลย

ป.วิ.อ.	ผู้เสียหาย  มาตรา  2 4
พ.ร.บ.	จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  พ.ศ.  2522  มาตรา  8  9
พ.ร.บ.	คุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.  2541  มาตรา  70  วรรคหนึ่ง 1  123  124 144  วรรคหนึ่ง 1
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.  2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน  กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างใด  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.  2541  เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้  บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน  ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง  มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่  ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด  ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  เมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้าง  ค่าชั่วโมงการบินให้แก่โจทก์ทั้งสอง  การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง  1  ประกอบ ป.อ. มาตรา 83 และเมื่อนายจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าวโจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 4  

คดีอาญามิใช่คดีตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 ที่จำเลยที่ 4 จะร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 หรือไม่

สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองมีกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน  และจ่ายค่าชั่วโมงการบินทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินให้แก่โจทก์ทั้งสองให้ถูกต้องและตามกำหนดดังกล่าว  จึงเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง 1  มิใช่มาตรา 54  146 

คดีทั้งสองสำนวนนี้  ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกันโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า  โจทก์ที่ 1  เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า  โจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสี่ทั้งสองสำนวนว่า  จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่  ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 มาตรา 54  70  144  146 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83  91

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว  เห็นว่า  คดีมีมูลให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ  ส่วนจำเลยที่ 3 หลบหนีศาลชั้นต้นออกหมายจับแล้ว  แต่ยังไม่ได้ตัวมาดำเนินคดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ. 2541 มาตรา 54  70 1 วรรคหนึ่ง  144 1 วรรคหนึ่ง  ที่ถูก 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง 1  146 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 91 ฐานไม่จ่ายค่าจ้างและฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเป็นการกระทำความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท  ให้ลงโทษฐานไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนด  ที่ถูก  ตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง 1  ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 90 ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30000 บาทรวม 26 กระทง  เป็นเงิน 780000 บาท  จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4  กระทงละ  2  เดือน  รวม  26  กระทง  เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 52 เดือน  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 วางเงินชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสองบางส่วนและให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา  เห็นควรลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 78 คนละหนึ่งในสาม คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 520000 บาท  จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 34 เดือน 20 วัน  หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับ  ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 29
จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า  ให้ปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 30000 บาท  รวม 25 กับธง  เป็นเงิน 750000 บาท  จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 2 เดือน  รวม 25 กระทง  เป็นจำคุกคนละ 50 เดือน  ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว  คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 500000  บาทจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 33 เดือน 10 วัน  นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา  โดยนายสุรชัย  ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 20000 บาท  ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 กระทงละ 1 เดือน 10 วัน  ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขเล็กน้อย  คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4  ยื่นฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง  พร้อมกับยืนยันคำร้องฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ระบุชื่อขอให้นายอรรถกร  นางสาวรสนา  นายสุรชัย  ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  ซึ่งนายสุรชัย  ได้ลงชื่ออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง  แต่ปรากฏว่านายสุรชัยเป็นเพียงผู้พิพากษาที่สั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อันเป็นการสั่งภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จแล้ว  นายสุรชัยมิได้พิจารณาคดีนี้เลย  จึงไม่อาจอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 221 ได้  นอกจากนี้  ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ยังเป็นการคัดลอกข้อความตามอุทธรณ์มาทั้งหมดแบบคำตอบคำ  โดยเปลี่ยนถ้อยคำลงท้ายในฎีกาว่า  ขอศาลฎีกาได้โปรดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง  ข้อความตามฎีกาดังกล่าวมิได้ระบุว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนใดมีข้อวินิจฉัยผิดพลาดคลาดเคลื่อนอย่างไร  และที่ถูกต้องก่อนเป็นอย่างไร  จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 216 วรรคหนึ่ง กรณีไม่มีเหตุสมควรที่ศาลฎีกาจะต้องย้อนสำนวนลงไปให้ชั้นศาลชั้นต้นดำเนินการจัดส่งคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฉบับลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 ไปให้ผู้พิพากษาอื่นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ระบุในคำร้องพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อีก  ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 

คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในข้อ 2.1 ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่  แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะไม่ได้ยกข้อต่อสู้นี้ขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม  แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยจึงไม่ต้องห้ามที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 225 โดยจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ฎีกา  สรุปว่า  ความผิดตามฟ้องเป็นความผิดที่สามารถเปรียบเทียบได้  โจทก์ทั้งสองต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ. 2541 มาตรา 123 มาตรา 124 และระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาและการเปรียบเทียบผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและความปลอดภัยในการทำงาน พ.ศ. 2558 ข้อ 9 ข้อ 11 โดยยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อทำการสอบสวนและทำการเปรียบเทียบ  หากพนักงานตรวจแรงงานสอบสวนแล้วเห็นว่านายจ้างไม่ควรได้รับโทษจำคุกหรือไม่ควรถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญา  พนักงานตรวจสอบแรงงานจะนำเรื่องเสนอเพื่อให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมายทำการเปรียบเทียบ  เมื่อนายจ้างชำระค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบ  การดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างให้เป็นอันระงับไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ 2541 มาตรา 124/1 เมื่อโจทก์ทั้งสองฟ้องคดีต่อศาลชั้นต้นโดยไม่ได้เสนอเรื่องตามขั้นตอนดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น  วิเคราะห์แล้ว  พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 123 และ 124 บัญญัติให้สิทธิลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน  กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอย่างหนึ่งอย่างไรตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าวให้ลูกจ้างได้  บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนาที่จะให้การเยียวยาแก่ลูกจ้างที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน  ตามพระราชบัญญัตินี้ให้แก่ลูกจ้าง  มิใช่บทบัญญัติตัดสิทธิหรือกำหนดขั้นตอนและวิธีการให้ลูกจ้างต้องปฏิบัติเสียก่อนจึงจะดำเนินคดีอาญาต่อนายจ้างแต่ประการใดไม่  ส่วนปัญหาว่าลูกจ้างมีสิทธิฟ้องคดีอาญานายจ้างได้หรือไม่เพียงใด  ก็ต้องพิจารณาไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะนายนจ้างของโจทก์ทั้งสองร่วมกันไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 1 ตั้งแต่งวดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 5 มิถุนายน 2558 รวม 5 เดือน  ค่าชั่วโมงการบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557 และตั้งแต่งวดวันที่ 20 มิถุนายน 2557 ถึงวันที่ 20  ธันวาคม  2557  อีก  8  เดือน  รวมเป็นเงิน  243341  บาท  และไม่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ที่ 2 ตั้งแต่งวดวันที่  5  กุมภาพันธ์  2558  ถึงวันที่  5 เมษายน 2558 รวม 3 เดือน  ค่าชั่วโมงบินงวดวันที่ 20 มกราคม 2557  ตั้งแต่งวดวันที่  20  มิถุนายน  2558  ถึงวันที่  20  พฤศจิกายน  2557  และงวดวันที่  20  มกราคา  2558  ถึงวันที่  20  กุมภาพันธ์  2558  อีก  9  เดือน  รวมเป็นเงิน  209339  บาท  การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จึงเป็นความผิดฐานไม่จ่ายค่าจ้างให้ถูกต้องและตามกำหนดเวลาตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง 1  ปนะกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83  และเมื่อนายจ้างทำให้โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้าง ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดทางอาญาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ดังกล่าว  โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 4 มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4  เป็นคดีนี้ได้ฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ที่ขอให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น  แม้เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น  แต่เมื่อศาลฎีกาได้รับวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 แล้ว  ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลล่างทั้งสอง ลงแก่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เหมาะสมเพียงใด  และมีเหตุที่จะต้องรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 4 หรือไม่  วิเคราะห์แล้ว  โทษจำคุกและโทษปรับที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดมานั้นเหมาะสมแก่รูปคดีแล้วแต่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ได้นำเงินมาวางต่อศาลชั้นต้นก่อนพิพากษาคดีเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 24375 บาท  โจทก์ที่ 2 จำนวน 17100 บาท  แม้ค่าเสียหายที่นำมาวางต่อศาลดังกล่าวมีจำนวนน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ค้างจ่ายโจทก์ทั้งสอง  แต่พอถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งคดี  เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 4 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนประกอบกับคดีแรงงานมีความมุ่งหมายที่จะลงโทษนายจ้างในทางแพ่งมากกว่าโทษในทางอาญาจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไว้  แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ได้สำนึกในความผิดที่ได้กระทำไปและไม่กระทำความผิดอีก  เห็นสมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 ด้วย

ส่วนกรณีตามปัญหาที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยที่ 4 ที่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องเรื่องขอให้เพิกถอนการพิจารณาผิดระเบียบเนื่องจากจำเลยที่ 4 ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้มิได้อยู่ในเขตอำนาจของศาลชั้นต้น  แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้ส่งไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษา  เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียว  โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก่อนวิเคราะห์แล้ว  ตามคำร้องของจำเลยที่ 4 ที่ยกข้อต่อสู้ว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาขพิพากษาของศาลแรงงานหรือไม่  เมื่อคดีนี้เป็นคดีอาญา  มิใช่คดีตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 8 ที่จำเลย 4 จะร้องขอให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนานพิเศษวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 9 หรือไม่  ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 4 จึงชอบแล้ว

อนึ่ง  เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า  สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองมีกำหนดการจ่ายค่าจ้างทุกวันที่ 5 ของเดือน  และจ่ายค่าชั่วโมงการบินทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ไม่จ่ายค่าจ้างและค่าชั่วโมงการบินให้แก่โจทย์ทั้งสองให้ถูกต้องและตามกำหนดดังกล่าว  จึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง 1  มิใช้มาตรา 54  146 ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า  จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 70 วรรคหนึ่ง 1  144 วรรคหนึ่ง 1  ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 6000 บาท  อีกสถานหนึ่ง  รวม 25 กระทง  เป็นเงิน 150000 บาท  ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 78 หนึ่งในสาม  คงปรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 คนละ 100000 บาท  โทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับ  ให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 29  30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 

นิยุต  สุภัทรพาหิรผล  อาเล็ก  จรรยาทรัพย์กิจ  สาคร  ตั้งวรรณวิบูลย์
ประเสริฐ  เสียงสุทธิวงศ์    ย่อ/ตรวจ 

สมัครสมาชิก เพื่อปรึกษาและสอบถามปัญหา HR กับ วรพงษ์ รวิรัฐ และผู้เชี่ยวชาญจาก HR's NEWS โดยตรงผ่านกลุ่มไลน์สมาชิก Exclusive

Link Share -

ข่าวล่าสุด

PMAT จัดงานช้าง เข้าฟังฟรี! ลงทะเบียนด่วน
08/06/2026 | ลงทะเบียนเข้าร่วมอบรม
สรุปผลการลงทะเบียนเลือกตั้งสำนักงานประกันสังคม
08/06/2026 | ดูวิธีการลงทะเบียนเลือกตั้ง
ข้อความแสดงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง สัญลักษณ์เตือนอันตราย และเครื่องหมายเกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
08/06/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง นโยบายและการปฏิบัติด้านนสิทธิมนุษยชนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
08/06/2026 | ที่มา: กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
Bolt ไล่รีเซ็ต HR ใหม่ทั้งระบบ
08/06/2026 | โดย: อาจารย์กฤษฎ์ อุทัยรัตน์

ข่าวยอดนิยม

ราชกิจจานุเบกษา ประกาศกฎใหม่ รปภ. ทำงานเกิน 8 ชั่วโมง ต้องได้รับค่าโอที 1.25 เท่าหลังทำงาน 8 ชม. 2.5 เท่าในวันหยุด มีผลบังคับใช้ 24 เมษายน 2569
04/10/2025 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ 1338/2563
04/10/2025 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: นายจ้างสามารถบังคับให้ลูกจ้างตรวจหาสารเสพติดได้หรือไม่?
05/09/2025 | วรพงษ์ รวิรัฐ
ประเด็นข้อกฎหมายแรงงาน ที่อาจจะทำให้ผู้ฝ่าฝืนได้รับโทษ จำคุก หรือ ทั้งจำทั้งปรับ : วิเคราะห์และกรณีศึกษา
05/01/2026 | แบบฟอร์มลงทะเบียน
: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5307/2567 (2)
04/10/2025 | วรพงษ์ รวิรัฐ

แนวคำพิพากษาศาลฏีกาและแนวหลักกฏหมายที่น่าสนใจ (11,711)

: คำพิพากษาคดีชำนัญพิเศษที่ 1177/2564 (ทำงานล่วงเวลาต่างจากการทำ(งาน)บุญให้บริษัทนายจ้าง)
08/06/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: ข้อกฏหมายว่าด้วยเรื่อง การลดค่าจ้าง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
08/06/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: คำพิพากษาฏีกาที่ 1963/2560
08/06/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: ฎีกาที่ 3184/2540 (ลูกจ้างด่าหัวหน้าต่อหน้าพนักงานอื่นว่า ตอแหล ถือเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่?)
06/05/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ
: ฎีกาที่ 2158/2557 (นายจ้างตักเตือนลูกจ้างด้วยวาจาหลายครั้ง แต่ลูกจ้างยังคงฝ่าฝืนอีก อย่างนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงหรือไม่?)
06/05/2026 | วรพงษ์ รวิรัฐ


" ทันข่าว ทันเหตุการณ์ ทันกฏหมาย "
by worapong.net

ติดต่อเรา

วรพงษ์ รวิรัฐ เลขที่ 24 ซ.สุดประเสริฐ 2 ถนนสุทธิสาร-วินิจฉัย แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10310

02-275-8105

Copyrights © 2026 All Rights Reserved. worapong.net Version 1.0. Designed by webbeedev.com. +82,795 Times.

×